บุญเกื้อ หอบหลักฐานร้องกองปราบ เอาผิด “ธนาธร-ช่อ พรรณิการ์” ปมทุจริตโครงการ“เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน”

         เมื่อวันที่ 29 เม.ย.64 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายบุญเกื้อ ปุสสเทโว ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยนายธนศรต์ สุขจิตต์ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ชนินทร ง่วนสน รอง ผกก.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ในความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน หลังพบหลักฐานการทุจริตเงินบริจาคโครงการ เมย์เดย์ เมย์เดย์ 7.2 ล้านบาท ของคณะก้าวหน้า ที่จัดทำโครงการขึ้นเพื่อเปิดรับบริจาคช่วยเหลือประชาชนช่วง “โควิด-19 โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารต่างๆมามอบให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา
         นายธนศรต์ กล่าวว่า ตามที่ คณะก้าวหน้าได้จัดทำโครงการ“เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน” เปิดระดมทุนรับบริจาคเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ตนได้ติดตามมาโดยตลอดกระทั่งพบความผิดปกติเกี่ยวกับเงินบริจาคโครงการดังกล่าวหลายอย่าง อาทิ รายชื่อผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือที่ทางคณะก้าวหน้าได้เคยนำมาชี้แจงนั้น จากการตรวจสอบพบรายชื่อบางส่วนไม่มีข้อมูลปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ รวมถึงบางรายที่ได้รับเงินนั้นก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขขอรับความช่วยเหลือที่กำหนดไว้ บางรายไม่มีแม้กระทั่งระบุเลขบัญชีธนาคารแต่ก็ยังได้รับเงิน แต่ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนจริงๆอีกจำนวนมากที่ยื่นขอรับความช่วยเหลือและทำตามเงื่อนไขทุกอย่างกลับไม่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าว
          นายธนศรต์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ใช้เปิดรับบริจาคเงินนั้น พบเป็นบัญชีธนาคารส่วนบุคคล ที่เปิดในชื่อของ น.ส.พรรณิการ์ ไม่ใช่บัญชีส่วนรวม นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมการโอนเงินโครงการดังกล่าวไปให้กับประชาชนที่ได้รับเงินจำนวน 2 พันกว่าราย พบส่วนใหญ่จะเป็นการโอนเงินให้ผ่านการทำธุรกรรมทางโทรศัพท์มือถือ หรือ เอ็มแบงค์กิ้ง แต่ มีประชาชนอยู่จำนวน 97 คน ที่เป็นการโอนเงินในลักษณะเขียนใบเปย์อินที่เคาท์เตอร์ธนาคารผ่านชื่อของ น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งความผิดปกติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เชื่อว่าโครงการดังกล่าวไม่โปร่งใส ในวันนี้จึงตัดสินใจนำพยานหลักฐานต่างๆที่มีอยู่มาแจ้งความกับทางกองปราบเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองดังกล่าว
           เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้ร้อง เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการตามขั้นตอนต่อไป