พระมหาไพรวัลย์แจงอย่าคิดมากขนมอาลัวปั้นเป็นพระเครื่อง พุทธศาสนามันจะเสื่อมสลายไปพร้อมกับน้ำตาลที่อยู่ในพระเครื่องที่กลืนลงคอก็ให้มันรู้ไป

         เมื่อวันที่ 28 เมษายน 64 ทางพระมหาไพรวัลย์ วรวัญโณ พระวัดสร้อยทอง กล่าวถึงกรณีภาพขนมอาลัวที่ปั้นเป็นรูปพระเครื่อง ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วย และชื่นชมกับไอเดียดังกล่าวรวมไปถึงคนที่ไม่เห็นด้วย ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการนำพิมพ์เหรือแบบของพระเครื่องมาทำเป็นขนม เพราะเป็นเรื่องปกติ แต่คนบางกลุ่มกลับมองว่าเป็นการลบหลู่นั้นเหมือนเป็นการกล่าวหาเข้าเกินไป บางคนก็จริงจังกับเรื่องนี้ไป
          ถ้าเทียบกับหลาย ๆ กรณีที่มีคนเอาพระเครื่องไปปั๊มขายกันแถวท่าพระจันทร์ ขายกันองค์ละ 5 บาท แต่พอมีการเอาไปปลุกเสกกลับขายองค์ละหลายร้อยบาท แบบนี้ก็เรียกว่าการหากินกับพระพุทธเจ้าเช่นกัน แต่อย่างการนำรูปแบบของพิมพ์พระเครื่องพระพุทธมาทำเป็นแบบขนมนั้น เป็นเรื่องที่น่าอุดหนุนเพราะเขาไม่ได้มีการอวดอ้างสรรพคุณหรือไสยศาสตร์เลย ขนมก็คือขนมเท่านั้น
          ที่ชาวพุทธทำรับไม่ได้แล้วทำมาเป็นออกมาปกป้องศาสนา แต่กลับยังบูชาไสยศาสตร์กันอยู่เลย บูชาเพราะเสริมไสยศาสตร์ด้านมหานิยม อย่างเช่น พระขุนแผนนี้ก็เป็นการนำพระเครื่องไปเป็นสัญลักษณ์ทางความใคร่ ทำไมแบบนี้ไม่มีใครเดือดร้อน นี้ก็คือการปรามาสศาสนาและบิดเบือนคำสอนด้วย
          ขนมตัวนี้ถ้าใครไม่ชอบหรือเห็นไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องไปซื้อ เพราะเขาก็ไม่ได้บังคับให้มาซื้อของของเขา และบางคนที่ซื้อไปก็อาจจะไม่ได้ซื้อไปทานก็ได้ อาจจะซื้อไปสะสม จะเห็นว่าต่างประเทศก็มีการนำรูปแบบของพิมพ์พระเครื่องมาออกแบบเป็นของทานเยอะแยะมากมาย นั้นคือสิ่งที่เราแยกแยะเองได้
          สุดท้ายอยากไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติการที่ออกมาบอกว่าไม่เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่ที่อยากฝากไปถึงคือ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่ค้า ทางสำนักพุทธกล้าออกมาพูดว่าไม่เหมาะสม แต่ทำไมกับกรณีใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไอ้ไข่ที่คนไปจุดประทัดของหวยกัน แก้บนกัน ทำไมไม่ออกมาพูดว่าไม่เหมาะสม ถ้าคนเขาอยากจะกินขนมพระเครื่องก็อย่าไปยุ่งกับเขา ศาสนาไม่ล่มสลายหรอก หากพุทธศาสนามันจะเสื่อมสลายไปพร้อมกับน้ำตาลที่อยู่ในพระเครื่องกลืนลงคอก็ให้มันรู้ไป