รวบแก๊งแฮ็ก IG แพทย์เสริมความงาม หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนม เสียหายหลายสิบล้าน

           เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาแฮ็กอินสตาแกรมส์หลอกหลวงขายของแบรนด์เนม มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายนับสิบล้านบาท
          พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า คดีแรก จับกุมผู้ต้องหา 2 คน คือ ที่มีพฤติกรรมสุ่มแฮ็กบัญชีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือไลน์ โดยจะเลือกบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมีการโพสต์ขายกระเป๋าแบรนด์เนมมาก่อน อย่างกรณีนี้ผู้ถูกแฮ็กไอจีเป็นแพทย์เสริมความงาม มีความสนใจสินค้าแบรนด์เนมแต่ไม่ได้มีการจำหน่ายสินค้า จากนั้นจะเริ่มแฮ็กใน 2 วิธี คือ “นำหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าของบัญชีที่มีการโพสต์ไว้ มาใส่เป็นรหัสผ่าน หรือ พาสเวิร์ด” ถ้าตรงก็สามารถแฮ็กได้ หรืออีกวิธี โดยการกด “ลืมรหัสผ่าน forget password” ระบบจะส่งรหัส OTP เข้าไปที่หมายเลขของเจ้าของบัญชี จากนั้นผู้ต้องหาก็จะสร้างไลน์ปลอมเป็นเพื่อน เข้าไปทักและหลอกให้ผู้เสียหายส่ง OTP ให้
          เมื่อแฮ็กได้แล้ว ก็จะทำบัญชีมาโพสต์หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง มีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อ โอนเงินให้แต่กลับไม่ได้กระเป๋า มีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความแล้ว 17 ราย แบ่งสถานีตำรวจในพื้นที่ บช.น. 12 คดี และสถานีตำรวจในต่างจังหวัดอีก 5 คดี โดยหนึ่งในผู้ต้องหานี้ได้เคยถูกจับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง โดยพฤติการณ์คือปลอมเฟซบุ๊ก ขึ้นมาเพื่อโพสต์ขายหน้ากากอนามัย แต่ไม่ส่งหน้ากากอนามัยให้ลูกค้า มีผู้เสียหายกว่า 50 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างประกันตัวในชั้นศาล แต่กลับมากระทำความผิดซ้ำอีก
           อีกคดี จับกุมตัวหญิงสาว อายุ 34 ปี หลังประกาศขายสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ในเฟซบุ๊ก ภายหลังมีผู้สนใจเป็นจำนวนมากโอนเงินซื้อสินค้า แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับสินค้า ซึ่งน่าเชื่อว่าสินค้าไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่ต้น ผู้ต้องหากระทำผิดต่อเนื่องหลายคดี จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ในที่สุด
           พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งสองคดี มีพฤติการณ์คล้าย ๆ กัน คือมีการหลอกลวงขายสินค้าทางโซเชียลมีเดีย มีผู้เสียหายจำนวนมาก ทั้งที่แจ้งความแล้วและยังไม่ได้เข้าแจ้งความ มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท