ผบ.ตร.ตรวจสอบเหตุคนเมายาฆ่าแม่เผาบ้านจนโดนวิสามัญ หลังมีข้อมูลญาติเคยร้อง ตร.หลายครั้งก่อนเกิดเรื่อง แต่ไม่เคยมีการจับกุม

          เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 21 มกราคม ที่ สน.บางเสาธง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ติดตามความคืบหน้ากรณีตำรวจบางเสาธงไม่คุมตัวนายนนทชัย หรือโอ๊ต กรานเคารพ อายุ 35 ปี ก่อนหน้านี้ภายหลังมีญาติผู้ตายแจ้งหลายครั้งจนมาเกิดเหตุฆ่าแม่เผาบ้านจนโดนตำรวจวิสามัญดังกล่าว
          พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่าเหตุครั้งนี้ มีญาติๆ แจ้งตำรวจหลายรอบแล้ว แต่ไม่มีการควบคุมตัวไปนั้น บช.น.ตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ ส่วนเรื่องการวิสามัญมีกฎหมายเฉพาะเป็นหลักประกันความมั่นใจอยู่แล้ว หากญาติติดใจการตาย หรือตำรวจทำเกินไม่ไปหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องไปสู่ชั้นศาล ไม่ได้จบเพียงตำรวจ ซึ่งมีขั้นตอนชัดเจนมาตามคดีว่าเกิดจากข้อจำกัดใด
           วันนี้ตนมาตามในเรื่องตำรวจในฐานะ ผบ.ตร.จึงมาดูแลเรื่องการบริหารนโยบายว่าสาเหตุเกิดมาจากอะไร เป็นที่ระบบหรือผู้ปฏิบัติ
กลไกไม่ทันสมัยพอ มีข้อจำกัดใด มาจากความประพฤติส่วนตัวหรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไปไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ที่อื่นอีก
            เบื้องต้นต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ฝั่งตำรวจเองก็มีข้อจำกัด แต่หากเหตุผลไม่เพียงพอ บช.น.มีกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ชี้มีกฎหมายรับรองการวิสามัญถ้าภัยจวนตัว กฎหมายระบุไว้ว่าการวิสามัญ ใช้ต่อเมื่อมีอันตรายที่ใกล้จะถึง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จะต้องทบทวนการฝึกซ้อมการระงับเหตุ รวมถึงทบทวนความรู้ในข้อกฎหมายว่าผู้ปฏิบัติทราบหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.สุขภาพจิต ม.24 ให้อำนาจฝ่ายปกครองหรือตำรวจนำตัวผู้ที่มีอาการส่งไปตรวจได้ ทั้งนี้ระยะเวลาการเข้าระงับเหตุนั้นปกติกำหนดไว้ที่ 3 นาที แต่ยอมรับว่าไม่เคยทำได้เต็มประสิทธิภาพ จากการฝึกซ้อมก็อยู่ที่ 7 นาที จึงต้องดูตามพื้นที่ไป เรื่องถูกผิดยังต้องรอคณะกรรมการตรวจสอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาลอีกครั้ง หากพบเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการ
ตำรวจขาดแคลนระดมไปทำภารกิจอื่นหมด
          สำหรับกรณีตำรวจไม่เข้าควบคุมตัวนายนนทชัยนั้น ทราบว่าในวันรับแจ้งก่อนเกิดเหตุสลด โรงพักขาดแคลนสายตรวจ ซึ่งมีเพียง 2 นาย นอกนั้นเป็นสายสืบ ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีการฝึกซ้อมระงับเหตุน้อยครั้ง เนื่องจากมีการระดมกำลังไปทำภารกิจอื่นมาก จึงขาดแคลนกำลังคน
ปัญหา ตร.ไม่เข้าใจกม.และระบบรับแจ้งไม่เอื้อ
           ผลการสรุปเบื้องต้นพบว่าปัญหาเกิดจากตำรวจไม่เข้าใจกฎหมายและเป็นที่ระบบรับแจ้งที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน ส่วนเรื่องระบบการจัดเก็บข้อมูล เบื้องต้นทราบว่าตำรวจที่รับแจ้งเหตุให้ไปควบคุมตัวนั้นเป็นคนละคน เนื่องจากเป็นการแจ้งหลายครั้ง ต่างช่วงเวลา และไม่มีการสรุปว่าคดีที่รับแจ้งเป็นคนเดียวกันหรือไม่ จึงสั่งให้สำรวจเหตุซ้ำๆ ในทุกโรงพัก แม้จะเป็นเหตุเล็กๆ เช่น คนเมาก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรือมีคนที่ภาวะผิดปกติทางจิตที่อาจก่ออันตรายกับผู้อื่น จะต้องมีบทสรุปของเรื่องนั้นๆ เช่น ผู้ก่อเหตุชื่ออะไร ระงับเหตุอย่างไร จะก่อเหตุซ้ำหรือไม่