ตร.วิสามัญหนุ่มคลั่งยาใช้มีดแทงแม่และเผาบ้าน

          วันที่ 19 มกราคม 64 ตำรวจสน.บางเสาธงทำการวิสามัญชายคลุ้มคลั่งเผาบ้านตัวเองและฆ่าผู้อื่นในบ้านเลขที่ 18/4 ซอยบางพรม 54 ถนนบางพรม แขวงบางพรม เขตตลิ่งชันทผู้เสียชีวิตคือนายนนทชัย กรานเคารพ หรือ โอ๊ต อายุ 35 ปี ลูกชายเจ้าของบ้าน
          เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากนายนนทชัยคลั่ง ใช้มีดแทงนางสุรางค์รัตน์ จ้อยเจือ อายุ 62 ปี แม่ตัวเองตายและจุดไฟเผาบ้านด้วยความคลั่ง ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ช่วยกันไล่ต้อน นายนนทชัยวิ่งหนีออกไปทางป่ากล้วยบริเวณด้านหลังบ้าน จึงสามารถคุมเพลิงภายในบ้านได้ ส่วนนายนนทชัยวิ่งทะลุป่ากล้วยมุ่งหน้าไปทางถนนบางพรหม ไปเจอตำรวจจราจร สน.บางเสาธง 4-5 นาย ซึ่งถูกเรียกมาเสริมกำลังแล้วสกัดจับบริเวณคอสะพานข้ามคลองลัดวัดใหม่ ห่างตัวบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร ระหว่างการเจรจา ทาง ร.ต.อ.ชูชาติ ลักษิตานนท์ รอง สว.จร.สน.บางเสาธงกล่อมให้วางมีดในมือลงได้ แต่ขณะคุมตัวนายนนทชัยกลับหยิบมีดจะแทง ตำรวจจึงต้องวิสามัญ 5 นัด กระสุนเข้าที่กลางกระหม่อมศีรษะ 1 นัด ไหปลาร้าขวา 1 นัด และขาขวา อีก 3 นัด

.

           ด้าน น.ส.ศิริรัตน์ จ้อยเจือ อายุ 38 ปี หลานสาวนางสุรางค์รัตน์ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายนนทชัย ให้การว่า ปกติที่บ้านหลังเกิดเหตุจะมีผู้ตายทั้ง 2 คน อยู่กันลำพังแม่ลูก ที่ผ่านมานายนนทชัยมีประวัติแอบเสพยาจนเกิดคลุ้มคลั่งทำร้ายชาวบ้านและแม่ตัวเองบ่อยครั้ง จนบางวันนางสุรางค์รัตน์ต้องแอบออกไปนอนข้างถนน โดยครั้งสุดท้ายที่เห็นนางสุรางค์รัตน์ คือเมื่อวานนี้ ช่วงเย็น เชื่อว่านายนนทชัยน่าจะเสพยาและมีอาการกำเริบตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ก่อนก่อเหตุฆ่าแม่ตัวเอง และจุดไฟเผาบ้านในช่วงเช้าวันนี้ กระทั่งโดนวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว
         ขณะที่นายนพดล กรานเคารพ อายุ 38 ปี บุตรชายคนกลางของ นางสุรางค์รัตน์ และเป็นพี่ชายของนายนนทชัย ทราบข่าวได้รุดมาดูจุดเกิดเหตุ พร้อมให้ข้อมูลว่า น้องตนเคยติดคุกคดีชิงทรัพย์ พ้นโทษออกมาก็ยึดอาชีพขับมอเตอร์ไซค์วิน ส่วนตนแยกบ้านกันอยู่กับแม่และน้องชายมาสักระยะแล้ว เนื่องจากทนพฤติกรรมอาละวาดของน้องชายไม่ไหว แต่แม่ก็ไม่ยอมไปไหนเพราะห่วงน้องชายซึ่งเป็นลูกคนเล็ก
          สำหรับพฤติกรรมการคลุ้มคลั่งนั้นตนยอมรับว่าน้องมีแอบเสพยาบ้าง แต่สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากการที่น้องชายตนถูกรถชนเมื่อปีที่แล้ว จนมีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง เป็นบุคคลมี 2 บุคลิก อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตนและแม่พยายามจะพาไปรักษาแต่เจ้าตัวก็ไม่ยอม จนมาเกิดเหตุการณ์สลดขึ้น
          ขณะที่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.กล่าวว่า เท่าที่สอบถามประวัติผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรม ทราบว่าเคยต้องโทษคดีชิงทรัพย์ท้องที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อปี 2548 พอพ้นโทษออกมา ปี 2559 ก็ยึดอาชีพขับรถ จยย.รับจ้าง จนปีที่แล้วประสบอุบัติเหตุได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองจริง
          ส่วนเรื่องยาเสพติดยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานและผลผ่าชันสูตรของแพทย์ ซึ่งในคดีนี้นายตำรวจผู้กระทำการวิสามัญจะต้องถูกแจ้งข้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องเอาไว้ก่อน จึงอยากฝากเตือนไปถึงประชาชนหากมีผู้ป่วยลักษณะนี้อยู่ภายในบ้านให้รีบนำตัวไปรักษา ซึ่งทางตำรวจยินดีให้ความช่วยเหลือหากญาติยินยอม ตำรวจพร้อมจะเข้ามาช่วยนำตัวไปตรวจร่างกายเพื่อรักษาอาการให้ถูกทางต่อไป