ขยายผล 4 ผู้ต้องหาเคนมผง คาดผสมยากันเองจนฤทธิ์แรงทำคนเสียชีวิต

           วันที่ 13 มกราคม 64 พ.ต.อ.ธงชัย บัวรังสี ผกก.สน.เปิดเผยว่าวันนี้จะยังไม่มีการฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ในคดียาเคนมผงเนื่องจากยังต้องสอบสวนขยายผลหาต้นตอขบวนการเพิ่มเติม ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้เสียชีวิตจุดอื่นในเขตพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร ซึ่งคดีอื่น ๆ ในพื้นที่ก็อยู่ในระหว่างการสอบสวนควบคู่กันไป แต่ยังไม่สามารถออกหมายจับใครได้ ส่วนผู้บาดเจ็บในพื้นที่ทั้ง 3 คน ตำรวจยังไม่สามารถเข้าไปสอบปากคำได้ เนื่องจากยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
           ทั้งนี้จากการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุตำรวจตรวจพบยาทั้งหมด 3 ถุง โดย 2 ถึงแรกผลตรวจออกมาแล้วอย่างไม่เป็นทางการ พบว่าถุงแรก มีส่วนผสมของนาทั้งหมด 4 ชนิด ยาเค เฮโรอีน ยาไดแอซิแพม ซึ่งเป็นยานอนหลับประเภทรุนแรง และเมทแอมเฟตามีนเป็นสารกระตุ้นหนักระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนมากถูกใช้เป็นสารเสพติด
           ส่วนถุงที่สองมีส่วนผสมของยา 3 ชนิด คือ ยาเค เฮโรอีน และ เมทแอมเฟตามีน เป็นสารกระตุ้นหนักระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนมากถูกใช้เป็นสารเสพติดเช่นกัน ซึ่งกรณีการเสียชีวิตในพื้นที่สน.วัดพระยาไกรนั้นยังเชื่อมต่อไปยังเคสการเสียชีวิตของสน.บางโพงพางด้วยที่ พยานต่างให้การซัดทอดว่าเอายามาจากนายวัชระ เชียงฉิน หรือ “โบ้” วัย 22 ปีทั้งสิ้น
           โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 คนนั้นมีความเชื่อมโยงกันคือนายโบ้กับนายวิรัฐ กาเผือก หรือ “ป๋อง” วัย 26 ปีได้เอายามาให้ผู้เสียชีวิตหญิงมาเสพ โดยเป็นยาที่ผสมใหม่จนมีฤทธิ์แรงขึ้นทำให้เกิดเหตุดังกล่าว ส่วนผู้ต้องหาเยาวชนอายุ18ปีนั้นทำหน้าที่เป็นเด็กเดินยาให้กับนายนพเก้า อบถม หรือ “ตูมตาม” วัย 26 ปีซึ่งยาตัวดังกล่าวถูกขายไปเสพจนมีผู้เสียชีวิตขึ้น ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนตูมตามว่ารับยาดังกล่าวมาจากใครอีกทอดหนี่ง
          เบื้องต้นตำรวจวิเคราะห์ว่ายาเคนมผงนั้น จริง ๆ มีขายมานานแล้ว สังเกตว่าในกลุ่มที่แพร่กระจายย่านพื้นที่สน.สายไหมและสน.จระเข้น้อยนั้น พบว่าผู้เสพเกิดอาการหลอนจนเสียสติ แต่ในพื้นที่สน.พระยาไกรกลับพบว่ามีคนเสียชีวิตตำรวจจึงเชื่อว่าผู้เสพในพื้นที่พระยาไกรและพื้นที่บางโพงพางนั้นต่างซื้อยามาผสมกันเอง