กอร.ฉ. ย้ำ ไม่อนุญาตให้ชุมนุมเด็ดขาด ระบุยึดกฎหมายและยุทธวิธีที่ทั่วโลกยอมรับ

            เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) โดย พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงความคืบหน้าประจำวันการปฏิบัติงานของศูนย์ กอร.ฉ.
           โดย พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า กอร.ฉ. ขอย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายในช่วงเวลานี้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมที่มีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความร้ายแรงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหากมีการฝ่าฝืน กอร.ฉ. จำเป็นต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติการของตำรวจดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายเป็นไปตามหลักสากล ตามยุทธวิธีที่ทั่วโลกยอมรับ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
             เราอยู่ในช่วงบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งต่างจากการใช้กฎหมายทั่วไป การดำเนินการใดๆ ก็ตาม เรายึดหลักกฎหมายเป็นหลัก สามารถตรวจสอบได้ตามหลักสากล ไม่มีการกระทำที่รุนแรงหรือเกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยุทธวิธีที่ใช้ก็เป็นไปตามหลักสากลนิยม ส่วนที่มีผู้เรียกร้องให้ตำรวจหยุดดำเนินกับผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชนนั้น เรื่องทางคดีทาง บช.น. จะเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป
            ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ แถลงเกี่ยวกับผู้จงใจปล่อยเฟคนิวส์ 2 กรณี ว่า ตามที่มีปรากฏเนื้อหาคำสั่งประกาศของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงฉบับที่ 6/2563 เรื่องกำหนดสถานที่ควบคุมเพิ่มเติม ฉบับลงราชกิจจนุเบกษาเล่มที่ 137 ตอนพิเศษ 244 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2563 และมีหนังสือสีแดงเขียนว่าโมฆะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีการบิดเบือนเรื่องของปี พ.ศ. ที่ประกาศ ซึ่งเป็นปี พ.ศ.2562 โดยประกาศฉบับจริงได้ประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีวันเดือนปีที่ถูกต้อง ผู้กระทำมีเจตนาบิดเบือนให้ผู้อ่านหรือผู้รับข้อมูลเข้าใจว่า ประกาศดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท รวมทั้งยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 อนุ 3 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งนี้ขอความร่วมมืออย่าส่งหรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ เพราะผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลต่อ อาจต้องรับโทษด้วย
            ส่วนกรณีมีผู้ส่งต่อภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจก้มหน้าทำท่าฉีดสเปรย์สี คำว่า “ภาษีกู” และโพสต์ข้อความว่าตำรวจจอดรถ และนำกระป๋องสีพ่นกลางถนน ห้าแยกลาดพร้าว อย่าเล่นสกปรกมากนัก ผู้ที่เผยแพร่ภาพดังกล่าวมีเจตนาให้ผู้รับข้อมูลเห็นว่าตำรวจเข้าไปพ่นสีเพื่อสร้างสถานการณ์ ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลังจากเลิกการชุมนุมที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ จนพบข้อความที่ไม่เหมาะสมบนพื้นถนนจึงก้มถ่ายรูปเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา การกระทำในลักษณะนี้ก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 อนุ 3 และยังฝ่าฝืน พ.ร.ก.ร้ายแรงอีกด้วย